ในงาน State of the Union 2011 (งานแถลงผลงานและนโยบายประจำปีของรัฐบาล) เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีObama ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนชาวอเมริกันที่รับชม (ข้อมูลจาก @TheDemocrats)
ในฐานะที่เป็นบัณฑิตนิเทศศาสตร์ เอกวาทวิทยา เผื่อคนไม่รู้จักสาขานี้ (เพราะมันไม่ค่อยดังนั่นเอง 555) ก็คือการเรียนเกี่ยวกับการสื่อสารทั้งหมดในโลก เว่อร์เนอะ แต่จริงๆวาทวิทยาก็อยู่ในทุกอย่างนะ เพราะไม่ว่าจะ ad/ pr/ marketing ก็ต้องใช้การสื่อสารทั้งนั้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า speech communication และที่ต่างประเทศก็นิยมเรียนกันมากกว่าประเทศไทย จบเมืองไทยไปสมัครงาน บริษัทก็จะงงๆว่า เอ๊ะ อะไรนะ วาทะอะไรนะ ไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าจบ ad/ pr ก็จะอ๋อ ซึ่งเป็นเรื่องน่าน้อยใจในความไม่เป็นที่รู้จักของสาขาที่เรียน - -’’
กลับมาเรื่อง Obama หวานได้ฟังก็รู้สึกประทับใจและชื่นชอบคำกล่าวในครั้งนี้ของ Obama มากๆ เพราะนอกจากจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความรู้สึกฮึกเหิมแก่ผู้ฟังได้แล้ว ยังเต็มไปด้วยเทคนิคทางการพูดต่างๆที่มีประโยชน์ และแสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศในด้านการเขียนของทีมสุนทรพจน์ของ Obama ไม่แปลกใจเลยที่ผู้ฟังจำนวนมากจะปรบมือและลุกขึ้นแสดงความพอใจกับคำกล่าวนั้นอย่างมากมาย
ตั้งแต่เรียนจบมาก็ไม่เคยได้วิเคราะห์อะไรจริงๆจังแบบนี้มานาน ปกติฟังเองก็แค่วิเคราะห์กับตัวเองในใจว่า อ๋อ เค้าใช้เทคนิคนี้นะ อะไรประมาณนี้ แต่ครั้งนี้อยากจะมาแชร์ให้ฟังเพราะคิดว่าก็น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง… มั้ง :-D
มาเริ่มกันเลยดีกว่า! ในทางวาทวิทยาแล้ว คำกล่าวของObama สามารถวิเคราะห์ออกมาได้อย่างไรบ้าง ลองดูตัวอย่างกันนะคะ หวานแบ่งออกเป็นการวิเคราะห์เนื้อหาสาร กับ การวิเคราะห์ผู้พูด
เนื้อหาสาร/ ด้านการเรียบเรียงสาร
คำกล่าวในครั้งนี้ได้รับการเรียบเรียงมาอย่างดี นอกจากจะเรียงตามหัวข้อที่จะพูดแล้ว ยังเรียงโดยอาศัยหลักจิตวิทยาด้วย อย่าลืมว่าสิ่งที่พูดเขียนสุนทรพจน์ต้องการก็คือ ความคล้อยตามของผู้ฟัง เพราะฉะนั้นการใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาช่วยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้อย่างอื่น
สุนทรพจน์นี้ สามารถเรียงตามลำดับขั้นแห่งการจูงใจ ตามทฤษฎีของ Monroe ได้ดังนี้
attention:
Obama เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อเรียกความสนใจจากผู้ฟัง และมีการใช้คำขยายเพื่อแสดงให้เห็นว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้นเลวร้ายมาก จากการใช้คำว่า ‘the worst’ และ ‘most of us have ever known’
“We are poised for progress. Two years after the worst recession most of us have ever known…” และเรียกร้องความสนใจต่อไปด้วยการย้อนเปรียบเทียบถึงอดีตว่า เมื่อก่อนการแข่งขันนั้นไม่สูง แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปด้วย
แน่นอนว่าคำขยายที่เจืออารมณ์ (emotional appeal) ถูกนำมาใช้ในประโยค เช่น คำที่แสดงความหมายตรงกันข้ามอย่าง ‘shuttered windows of once booming factory’ หรือ ‘vacant storefronts on once busy main street’
รวมถึงเปรียบเทียบสหรัฐฯกับประเทศอื่น เช่น จีน และ อินเดีย ว่าเยาวชน 2 ประเทศนั้นเรียนหนักกว่าเรื่องเลขและวิทยาศาสตร์ รวมถึงการบอกว่าตอนนี้จีนมีศูนย์วิจัยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกด้วย หากเป็นคนไทยเราก็อาจจะเฉยๆกับการรู้ว่าประเทศอื่นก้าวหน้ากว่าเรา (ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า) แต่สำหรับประเทศที่คิดว่าตนเองเป็นที่หนึ่งอย่างสหรัฐฯแล้ว เมื่อมาได้ยินผู้นำประเทศของตนเองบอกว่าประเทศอื่นดีกว่า ก็ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกยอมไม่ได้ และความรู้สึกอยากเอาชนะ ซึ่งนำมาสู่ข้อที่ 2
need:
กระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ในที่นี้ก็คือการกลับมาเป็นที่หนึ่งของโลกอีกครั้งของสหรัฐฯ ถึงแม้จะเพิ่งบอกไปว่าประเทศอื่นล้ำหน้ากว่า แต่ Obama ก็ไม่ลืมที่จะเตือนสติผู้ฟังให้เกิดความภาคภูมิใจว่าสหรัฐฯยังเป็นที่หนึ่งด้านไหนบ้าง
“No workers are more productive than ours. No country has more successful companies, or grant more patents to investors and entrepreneurs. We’re the home to the world’s best colleges and universities, where more students come to study than any place on Earth” เมื่อได้ฟังอย่างนี้คนก็เกิดกำลังใจ และอยากจะทำให้ประเทศกลับมาเป็นที่หนึ่งในทุกๆด้านอย่างเมื่อก่อนอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าสุนทรพจน์นี้จะไม่พูดให้เสียขวัญหรือพูดให้ฮึกเหิมจนสุดโต่ง แต่จะมีประโยคที่คอยคานความรู้สึกเอาไว้ตลอด เช่น เมื่อ Obama บอกว่าประเทศอื่นดีกว่า ก็ไม่ได้พูดให้รุนแรงจนผู้ฟังอาจเกิดความรู้สึกยอมแพ้ไปเลย แต่พูดให้กลัวมากพอที่จะทำให้เกิดความอยากที่จะเปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นจึงค่อยเตือนสติว่าประเทศยังมีอะไรดีอยู่บ้างเพื่อดึงความรู้สึกคนให้กลับมาโฟกัสที่การเปลี่ยนแปลงแทน การจูงใจโดยใช้ความกลัว (fear appeal)นั้นต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะความกลัวในระดับต่ำมีผลในทางโน้มน้าวใจมากกว่าความกลัวในระดับสูง
satisfaction:
เมื่อผู้ฟังเริ่มคล้อยตามการจูงใจและอยากที่จะเปลี่ยนแปลงแล้ว Obama ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่าจะสามารถเติมเต็มความต้องการได้อย่างไร ซึ่งก็คือ “We need to out-innovate, out-educate…” และไม่ลืมที่จะใส่จุดจูงใจลงไปเช่นเคย
คราวนี้ Obama จบสวยๆว่า “That’s how our people will prosper. That’s how we’ll win the future” ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจ (motivational appeal) เนื่องจากมนุษย์ทุกคนมีแรงจูงใจพื้นฐานที่ต้องการมีชีวิตที่ดี ปลอดภัย รวมถึงความรักชาติอยู่แล้ว และยิ่งสำหรับชาวอเมริกันที่มีความภาคภูมิใจในประเทศตัวเองสูง การใส่จุดจูงใจแบบนี้จึงได้ผลดี
visualization:
การบรรยายภาพให้ผู้ฟังเห็นตามนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหลังจากได้ฟังทั้ง 3 ขั้นตอนแล้ว ผู้ฟังย่อมอยากรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปหากเกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่ผู้พูดเสนอมา ในกรณีนี้ Obama ได้พูดให้คำสัญญา เช่น “With more research and incentives, we can break our dependence on oil with biofuels, and become the first country to have a million electric vehicles on the road by 2015.”
หรือ “By 2035, 80 percent of America’s electricity will come from clean energy resources.” หรือ “By the end of the decade, America will once again have the highest proportion of college graduates in the world.”
และ “Within 25 years, our goal is to give 80 percent of Americans access to high-speed rail.” และอีกหลายๆอย่างที่ช่วยบรรยายให้ประชาชนเห็นภาพตามได้ว่าประเทศของตนเองจะเป็นอย่างไรในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าเมื่อเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง คนฟังย่อมต้องเกิดข้อกังขาในใจอยู่แล้วว่าจะทำได้อย่างที่สัญญาจริงหรือ นั่นคือเหตุผลที่ Obama นั้นระมัดระวังการให้คำมั่นสัญญา โดยจะกล่าวเสมอว่า ทุกอย่างนั้นจะต้องเกิดจากการช่วยกันทำ การร่วมมือกันของทุกฝ่าย และทุกครั้งจะพูดว่าการดำเนินการต่างๆจะต้องมาจากการผลักดันจากทั้ง 2 พรรค คือ Republicans and Democrats ไม่มีครั้งไหนเลยในสุนทรพจน์ที่ Obama จะพูดชื่อพรรคใดพรรคหนึ่งเพียงพรรคเดียว
action:
ขั้นตอนที่เป็นขั้นตอนที่กระตุ้นให้ผู้ฟังทำสิ่งที่ผู้พูดอยากให้ทำ ขั้นตอนนี้อาจจะยังไม่เห็นผลว่าผู้ฟังทำตามหรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่โฆษณาสินค้าที่สามารถวัดผลได้ว่า ผู้ฟังเมื่อได้ฟังแล้วออกไปซื้อสินค้านั้นมาใช้จริง ในกรณีนี้สิ่งที่ Obama ต้องการ ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่เป็นแนวคิดและทัศนคติของประชาชนต่างหากที่เขาต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ซึ่งกรอบความคิดที่เปลี่ยนสุดท้ายแล้วก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ฟังในที่สุด
ตัวอย่าง call to action ของ Obama ก็อย่างเช่นการพูดให้คนให้ความสำคัญกับอาชีพครู เพราะเป็นผู้ที่มีส่วนในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติ โดยใช้ประโยคที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่าตนเองสำคัญต่อประเทศ และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ “ In fact, to every young person listening tonight who’s contemplating their career choice: If you want to make a difference in the life of our nation; if you want to make a difference in the life of a child — become a teacher. Your country needs you.” ซึ่งจุดจูงใจที่ใช้ก็คือหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ก็คือการได้รับการยอมรับจากสังคมหรือการได้ทำสิ่งที่ตนเองทำแล้วเกิดความภูมิใจนั่นเอง
เนื้อหาสาร/ ด้านการใช้สรรพนาม
‘เรา’ เป็นคำที่มีพลังที่สุด เมื่อเทียบกับสรรพนามอื่นๆ ‘คุณ’ เป็นคำที่มีพลังรองลงมา และ ‘ฉัน’ เป็นคำที่ไร้พลังที่สุด
ทำไม ‘เรา’ ถึงมีพลังที่สุด?
ก็เพราะว่าให้ความรู้สึกถึงว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในสุนทรพจน์นี้มีแต่คำว่า ‘our’ ‘ we’ ‘us’ ไม่ว่าจะเป็น ‘our people’ ‘our country’ ‘our children’ และมีการใช้คำว่า ‘I’ น้อยมากเมื่อเทียบกันในปริมาณ แสดงให้เห็นว่าผู้พูดเน้นความเป็นหนึ่งเดียวของคนทั้งประเทศ มากกว่าความสำคัญของการเป็นปัจเจกบุคคล
ในสุนทรพจน์นี้ มีการใช้คำว่า
We ทั้งหมด 228 ครั้ง
You ทั้งหมด 48 ครั้ง
Our people, our children, our nation/ country ทั้งหมด 16 ครั้ง
อิทธิพลของผู้ส่งสาร
Aristotle ได้กล่าวเอาไว้ว่า บุคลิก หรือ Ethos ของผู้พูดนั้นสำคัญมาก เพราะก่อให้เกิดการโน้มน้าวใจผู้ฟังขณะการพูด ทำให้ผู้พูดควรค่าแก่ความเชื่อถือ
แหล่งที่มาของ Ethos แบ่งออกเป็น 3 ข้อก็คือ
ในทฤษฎีปัจจุบัน Ethos ได้ถูกแทนที่คำศัพท์ใหม่เป็น Credibility/ Prestige/ Image
Obama ถือว่ามีครบทั้ง 3 ข้อด้านบน เพราะจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ได้แสดงว่าเขามี Credibility/ ความน่าเชื่อถือ และ Prestige/ ความมีศักดิ์ศรี จากการเป็นผู้นำประเทศอยู่แล้ว เพราะแน่นอนว่า ผู้นำประเทศย่อมต้องมีความรู้ในเรื่องการบริหารจัดหารประเทศ ส่วน Image/ ภาพลักษณ์ของเขา ในสายตาของประชาชนทั่วไปก็ยังถือว่ายังดีอยู่ (เช่น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้กระหายสงครามอย่าง Bush หรือมีข่าวชู้สาวอย่าง Clinton เป็นต้น)
เพราะฉะนั้น ระหว่างที่คนฟังObama กล่าวสุนทรพจน์ ก็จะเกิดการถูกโน้มน้าวใจจากสิ่งที่เขาพูดและบุคลิกลักษณะของเขาไปพร้อมๆกัน จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในที่สุด จึงถือได้ว่าการมีบุคลิกภาพที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้ส่งสาร ลองคิดเล่นๆว่าสุนทรพจน์เดียวกัน ถ้าให้ Kanye West มากล่าว คนจะเชื่อถือเขาแค่ไหน? 1). ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะเป็น rapper ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้รู้ในเรื่องการบริหารประเทศ 2). มีข่าวฉาวเรื่องยาเสพติดและผู้หญิง เรื่องศีลธรรมก็ตกไป 3). ภาพลักษณ์ดูเป็นคนนิสัยไม่ดี เลือดร้อน จากพฤติกรรมที่ปรากฎสู่สาธารณชน เช่น แย่งไมค์ Taylor Swift ไปพูดที่งาน Grammy
กลับมาที่ Obama กันดีกว่า :-)
โดยรวมแล้วสุนทรพจน์นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่ดีที่สุดของ Obama จริงๆObama นั้นเก่งอยู่แล้วเรื่องการพูดสุนทรพจน์ การเว้นช่วงระหว่างการพูด จังหวะ น้ำเสียง สีหน้าท่าทาง ทุกอย่างสอดคล้องไปในทางเดียวกัน และก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือแก่สุนทรพจน์ เมื่อทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาที่สมบูรณ์แบบมาพบกัน ก็ทำให้คนฟังเกิดความคล้อยตามได้อย่างไม่ยาก แม้จะไม่ใช่คนอเมริกัน แต่ฟังเองแล้วยังรู้สึกขนลุกกับการเลือกใช้คำพูดและประโยคที่สร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ยังต้องขอบคุณทีมงานที่ไม่ลืมเอกลักษณ์เรื่องความทันสมัยและการให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์ของประธานาธิบดีท่านนี้ ที่มีการทำ presentation ประกอบขณะที่ Obama กำลังพูด เพื่อทำให้ผู้ฟังนอกจากจะเห็นภาพตามแล้ว ยังใช้ในการแสดงหลักฐานทางสถิติและข้อมูลประกอบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่สุนทรพจน์นี้ให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
ฟังไปก็ capture presentation ไปด้วย :-p




เก๋ไก๋สวยงามมาก โดยเฉพาะรูปปลาแซลมอน xD ตอนพูดเรื่องแซลมอนนี่ คนขำกันใหญ่

นี่ขนาดดูสุนทรพจน์จากแค่ในเว็บยังขนาดนี้ นึกไม่ออกเลยว่าถ้าได้ไปฟังสดๆจะเป็นยังไง :-D
ใครสนใจอยากอ่านสุนทรพจน์แบบเต็ม ไปอ่านได้ที่เว็บไซต์ของทำเนียบขาวได้เลยค่ะที่ เว็บไซต์ของ Whitehouse (เว็บสวยมาก และใช้ drupal ด้วย :-p)
หรือถ้าอยากดูวิดีโอก็ที่นี่ (มีให้ดาวน์โหลดด้วยนะ)
ดูหรืออ่านสุนทรพจน์ State of the Union ครั้งนี้แล้วรู้สึกยังไงก็อย่าลืมมาแชร์ให้ฟังบ้างนะคะ :-)
[video]
So this year, me and my boyfriend decided to spend our Christmas up north in a little town called ‘Pai’, Pai is in Maehongsorn province which is in the northern part of Thailand.
You can get there by bus via Chiangmai, drive up there yourself or fly to Chiangmai then to Pai. Another way that is more adventurous would be to get up there by motorbike… now let me tell you first that the way to Pai is not an easy path, since it is situated in the mountain valley - there are over 1,864 curves (some are sharp curves) you have to get through to get to this enchanting town. But don’t give up just yet! I guaranteed you that it will be worth it :)
The town itself is a very friendly, quiet and peaceful place, where you can get close to nature. Perfect for anyone who wants to spend a lower pace of life… like me and my bf :D
We left Bangkok at 5 am and get to Pai at 3pm which is pretty fast, our 1-year-old Jack Russel ‘Bobbii Jo’ also came along - this is his first road trip and his first Christmas :)

bbj enjoys the view
We got to Chiangmai and didn’t waste any time, after getting some gas we head to route 1095 and continued our way to the destination

welcome to the notorious route 1095
it was only a 130-kilometer route which on a normal road would only take an hour to get there

Google maps is our savior on this trip … along with my bf’s Nexus S ;)
if you think you can get car sick from all the curves and sharp turns, get yourself some motion sickness meds - do you know that dogs can get car sick too??? Luckily, my Bobbii Jo is a tough pup!

he stands like this through all those nasty curves! good boy!
after almost 3 hrs of driving, we got to Pai! yayyyyyyy
our first stop which is also a must for every traveler is a coffee place called ‘Coffee in love’ - i know the place sounds cheesy but the view is spectacular!

oh the last ‘e’ was missing! whoops
we let BBJ ran around, stretching out after a long journey

he’s out of breath! - in this pic, BBj is sitting with Tourism Authority of Thailand mascot ‘nong suk-jai’ … and yes, his ears are really like that :p
the weather is just awesome - just perfect for Christmas (in Thailand!) around 10c at night
Pai walking street got a lil something for everyone so be sure to stop by - get some nice food/ souvenirs along the way or chill at an open air bar… there are a lot of choices to pick ( or you can start the night early and try them all! )

walking street - usually packed during weekends

this one looks really nice! love the curtain :)
another thing to try in Pai is the hot spring - several to choose from, try googling it or stop by the tour operators (many of them and very easy to find) or just ask your hotel staff

hot spring - not as impressive as those in Japan but still a nice place to swim around, i think of it as a warm swimming pool :p

view from the hot tub… i meant the hot spring pool hehehe, nice huh?
another thing i like about Pai is that i don’t need to put on any make up - my face stays matte all day long hehehe

okay so i did put on some gloss - just so my lips don’t crack up! :p
we spent our Christmas eve at a friend’s place, ordered food from a restaurant next door, popping up champagne, singing Glee’s christmas tracks - life’s good!

merry christmas! :D

i rocked this Glee apps! love love love love it!
we went to a bar ‘Bebop’ after dinner and i was way too drunk/ cold/ sleepy so…

my juicy couture hoodie and paul smith scarf are covered up by… a Nike windbreaker! so much for ‘style’ lol
next day we went to a Yunan village (tribe people of Chinese descent) and got ourselves some badass hot pot!

it’s just huge, there were 6 of us and we couldn’t even finish!
they just built something that looks like the great wall of China but i didn’t take pics (think it’s a lil weird) you can also rent some Chinese looking outfits that makes you look like those kungfu characters and get on a horse to take pics and have them printed out on a little plate as a souvenir too ( seriously - who would go thru all the trouble for that??? definitely not me!)

i paid 10 baht and posed with this instead! think i look too cowboy for an ancient Chinese carriage lol
on Christmas, we were invited to a party over at a friend’s house so my friend let me help her baked a cake - a heart shaped strawberry short cake for Christmas!

my first ‘edible’ cake! gagagaga
it was sooooo cold that night! i was freezing! good thing we got the bonfire!

the only thing that kept us warm… apart from all the wines and beers lol

i know about… 5 of the people in this pic! just kidding ;)

our cake is on the best seller list, no joke! :D
and here’s how BBJ geared up for the cold weather

cute eh? ;)
our trip was coming to an end, we had sooooo much fun in Pai - it was very sad to say goodbye, we just wished we could stay there until new year :’(

Ugg with a view :)
my last photo is of a view from a temple on the top of the mountain, the camera just didn’t do it justice

Pai is surrounded my mountains
so you just gotta have to come take a look yourself! this little town is more charming than i can express in this blog :)
enjoy travel!
xxx
Chaya
จริงๆทริปนี้ ตั้งแต่ปีที่แล้วล่ะค่ะ แต่เพิ่งมานั่งดูรูป ตอนนั้นก็กะว่าจะรีวิว แล้วก็ลืมไปเลย
ไม่เป็นไร มารีวิวตอนนี้ก็ได้เนอะ :D
อันนี้เป็น flight จาก dubai ไป new york (jfk) ค่ะ จริงๆ A380 ก็มีมาสุวรรณภูมินะคะ เป็น flight dubai - bangkok แต่แค่สัปดาห์ละไม่กี่เที่ยวเท่านั้น
A380 เนื่องจากว่ากว้างมาก เค้าก็จะให้ผู้โดยสารนั่งห่างๆกันเลยค่ะ หวานได้นอนยาว 4 แถวเลย สบายมากๆ :D
Terminal 3 ของที่ dubai อุทิศให้กับเฉพาะสายการบิน Emirates เลย เพราะฉะนั้นจะให้คนเยอะยังไงก็ยังดูโล่งมาก แถวก็ไม่มี customs ก็เร็ว (เพราะแยกออกมาเป็นสำหรับผู้โดยสารสายการบินนี้เท่านั้น)

สายพานกระเป๋าก็หาง่าย trolley ก็ใหม่… ชมสุดๆ เพราะชอบอะไรใหม่ๆ เร็วๆ 555 ต้นอินทผลัมนี่อยู่ทุกที่เลย เป็นสัญลักษณ์ของ dubai

โล่งมาก ไม่ต้องกลัวหลง เลย xD

เครื่องจริงๆไม่ได้ดูใหญ่ขนาดนั้นเลยค่ะ จริงๆจะออกอ้วนๆมากกว่า เพราะเป็นแบบ double-deck แล้วที่เข้าใจกันว่า เครื่องใหญ่แล้วลำเลียงกระเป๋าช้านี่ไม่จริงๆเลยค่ะ เพราะก็ไวดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย

ที่นั่งใหม่ สะอาดสอ้าน กว้างกว่าลำอื่นๆ (ที่นั่ง economy) มีที่ให้เสียบ laptop charger ตรงที่วางแขน แล้วก็มีที่ให้เสียบ usb ด้วย สามารถเอากล้องมาเสียบดูรูปในจอได้ หรือเอาไว้ชาร์จ iphone และอื่นๆก็ได้


หน้าจอ ก็กว้างโอเค ส่วนเรื่องหนังและเพลงเนี่ย ทุกสายการบินไม่มีใครจะเทียบ Emirates ได้เลย หนังเก่า หนังใหม่ การ์ตูน ซีรีส์ มีหมด และไม่ใช่แค่ของฝรั่งเท่านั้น จีน อินเดีย อารบิก อะไรก็มีครบหมด เพลงจาก billboard chart ตั้งแต่ปี ‘80 และหนังขาวดำของ marilyn monroe ก็มีให้ดู เกมส์ก็เยอะแยะ จะเล่นแข่งกับเด็กอีกแถวนึงก็ได้ หวานนั่งดูยาวเลย หนัง 4 เรื่อง แล้วก็ The Simpsons ไปอีกเป็นสิบตอน (ไม่ได้นอนเลย เพราะเป็นพวกหลับได้เฉพาะบนเตียง >< )

usb port ถูกใจ geek :D

มาดูวิธีส่ง text หรือ email จากบนเครื่องกันนนนนนนน
ด้วยความที่ไฟลท์มันยาวนานมาก และประกอบกับดูหนังโรแมนติก vicky cristina barcelona ไป ก็เกิดความรู้สึกคิดถึง @hunt สุดๆ 5555 เลยซื้อบัตรโทรศัพท์/อีเมล์ จากแอร์ในราคา $10 (ยังไม่ทันเหยียบอเมริกาก็ช็อปซะแล้ว)
หน้าตาแบบนี้ มี $10, $50, $100 ก็ขอซื้อได้เวลาแอร์เข็นของมาขาย พกเงินดอลล่าร์นี่เวิร์คสุด ที่ไหนๆก็รับ แต่จ่ายให้พอดีนะคะ เพราะเค้าจะทอนมาเป็น dirham :D

remote อันนี้ใช้ทั้งเปิดดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ โทรศัพท์ ส่ง text และเป็นคีย์บอร์ดด้วย


เราก็เลือกส่ง email จากหน้าจอ… โปรแกรม in-flight จาก Emirates ที่เค้าภาคภูมิใจชื่อ I.C.E ค่ะ ย่อมาจาก Information, Communication, Entertainment (ถ้าอยากโทรศัพท์ text หรือ email ก็จิ้มที่หน้่าจอไปที่ส่วน communication เลย)
เริ่มด้วยการ register profile ตัวเองก่อน

register เสร็จแล้วก็จะเข้ามาที่ส่วน inbox… หวานเลือก SMS

ใส่เบอร์โทร อย่าลืมใส่ + และตามด้วยรหัสประเทศ แล้วค่อยเบอร์มือถือ เช่น +6681xxxxxxx

พิมพ์ข้อความ… ไม่อายเนื้อหากันบ้างเลย >///<

พร้อมส่ง!

จะ SMS หรือ email ก็ครั้งละ 1 เหรียญค่ะ คนที่ได้รับก็สามารถส่งกลับมาได้ที่ address ของผู้โดยสาร ซึ่งจะเป็น code ที่นั่งและไฟลท์ อะไรประมาณนี้ เราก็เช็คได้เลย และเสียค่ารับอีก $1 เท่ากัน

เรียบร้อย! อ้อ ตัว remote มันจะมีแถบให้รูดบัตรที่เราซื้อเมื่อกี๊อ่ะค่ะ ก็รูดได้เลย หรือใครอยากใช้บัตรเครดิตรูดก็ได้นะ :D

หวานเผาผลาญเงินที่เหลือในบัตรไปกับ 2 email 1 sms แล้วก็โทรศัพท์กลับไปไทยตอนอยู่เหนือประเทศอะไรซักอย่าง ฮ่าๆๆๆ เสียงครบกรื๊บมาก ช่วยบรรเทาความคิดถึงไปได้มากทีเดียว :D
อ่านข่าวมาว่าอีกไม่นาน (ปี 2012) JetBlue ก็จะเริ่มมีการให้บริการ in-flight wifi ส่งสัญญาณตรงจากดาวเทียมให้ใช้กันได้แล้ว ทีนี้ละก็สนุกเลย ให้บินไปไกลแค่ไหนก็ไม่เบื่อแน่นอน!
พรุ่งนี้ SALT ก็เข้าฉายแล้ว! มาดูรูปดาราโปรดของหวานในชุดสวยๆตอนงานเปิดตัวหนังกันดีกว่า :D
ใน LBD ของ Armani และรองเท้า Ferragamo ที่ Hollywood

กับ Brad Pitt

หวานๆ xD

สวย!

ในชุดหนังของ Versace ที่งาน Comic Con

ย้ายมา Russia บ้าง สวยที่สุดๆๆๆๆๆๆ อยากมีชุดแดงสวยๆอย่างนี้บ้าง
ชุดนี้ของ Versace อีกแล้ว

ซูมหน้าใกล้ๆ ดูแต่งหน้าไม่ค่อยเยอะดี ไม่เหมือนดาราไทย (แอบไปว่าเค้าอีก ฮา)

ไป Japan ต่อ - - > Versace อีกชุด โชว์ลายสัก

แหวกกกกกก รองเท้านี่ของ Gucci

Jolie ใส่สวยกว่านางแบบ ;D

และที่ South Korea ชุดดำเช่นเคย อันนี้ของ Colleen Atwood

พรุ่งนี้ไปดู SALT กัน!
xoxo
me and Bobbii Jo at the office today =)
craving for shoes!

Brian Atwood ผันตัวเองจาก นายแบบ —> ดีไซเนอร์ และทำได้ดีซะด้วย!
ถึงขนาดมีคนเรียกเค้าว่า The new Manolo Blahnik เลยทีเดียว
รองเท้าสวยๆของเค้ามีเยอะมาก แต่วันนี้ จะเอาคู่ที่เด่น และ ฮิตที่สุดมาให้ดู :)
ta-da!
Brian Atwood Loca Platform Pumps!

คู่นี้ที่ SJP ใส่ใน SATC 2

who else?
Blake Lively! นี่คือภาพจากกองถ่าย gossip girls ที่ Paris <3

Serena ใส่สีออกส้มๆแดงๆ
Megan Fox ก็ใส่อีกสี

และ Dakota Fanning ก็ใส่ไปออกรายการ Jimmy Fallon ด้วย

นี่คือบทความที่การันตีกระแส Atwood

อยากได้มากกกกกกกกก แต่แบบ $800… :’(
ใครอยากได้ไปดูที่ Net-a-porter … แต่เหลือไม่กี่ไซส์แล้ว รีบๆเข้านะ! :D
lovesick crackhead
ดาราเค้าใส่อะไรใน Eclipse? บางคนอาจจะไม่อยากรู้ หรือ ไม่ได้ใส่ใจเสื้อผ้านักแสดงเท่าไหร่ ( หรืออาจจะไม่อยากให้มีเสื้อผ้าซะด้วยซ้ำสำหรับนักแสดงบางคน i.e. Jacob xD )
แต่หวานใส่ใจมาก และมากขึ้นเมื่อเห็นแว่นกันแดดของ Bella *กรี๊ด*
เป็นฉากที่ Bella กับ Renee นั่งคุยกันที่ sun deck

แล้วก็หยิบแว่นสีดำทรงเหมือนตาแมวมาใส่

ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็น Ray Ban Cat Eye แต่ไปๆมาๆแล้วน่าจะเป็น Tom Ford Anouk มากกว่า … ต้องรอไปดูอีกรอบว่าใช่หรือไม่
อยากได้ไปแล้วค่ะ Tom Ford Anouk 
เชิ้ตตัวนี้ จาก Hollister

สังเกตว่า costume ของ Bella จะเป็นแนว american girl มากๆ

ส่วน American Eagle ก็ใส่บ่อยมาก และใส่หลายตัว

ตัวนี้่เห็นในหลายๆฉาก


กางเกงก็ american eagle ชอบกางเกงยี่ห้อนี้มากกกกกกก

และแน่นอน แหวนหมั้นของ Bella :)

ไม่ค่อยชอบเลย ไม่ชอบเม็ดจิ๋วๆมาเรียงกันเยอะๆ ชอบเม็ดเดียว ใหญ่ๆไปเลย :D

มาดู Alice Cullen บ้าง
ฉากที่อยู่ใน canteen แล้ว Alice เห็น vision

เป็นเดรสของ Marc jacob

running jacket ฉากที่ต่อสู้กับกองทัพ newborn vampires

เป็นของ nike

ส่วน choker ที่ Alice ใส่ประจำก็มีทำออกมาวางขายกันแล้วด้วยนะ

เป็นตราประจำตระกูล Cullen

หนังเรื่องนี้ใช้ costume ไม่อลังการ แฟนๆซื้อตามได้ง่ายเลย ถูกใจ :D